10 ตำนาน สู่นิทานพื้นบ้านอันโด่งดังของญี่ปุ่น

Posted by :

 

เพื่อน ๆ อาจจะเคยได้ยินเรื่องราวมากมายจากญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสยอง เรื่องตลก หรือนิทานก็ตาม แน่นอนว่าที่แพร่หลายมากขึ้น ซึ่งวันนี้เราจะมาเล่าตำนานที่เป็นต้นเรื่องในการดัดแปลงมาเป็นนิทานให้เพื่อน ๆ อ่านกันคะ

 

1.โมโมทาโร่ (Momotaro)

 

เครดิต:PIXTA

 

โมโมทาโร่เป็น 1 ในนิทานพื้นบ้านที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของญี่ปุ่น โดยชื่อ “โมโมทาโร่” มีความหมายว่า “ลูกท้อทาโร่” ซึ่งเป็นคำต่อท้ายชื่อที่พบได้บ่อยในญี่ปุ่น คุณอาจเคยได้ยินเรื่องราวที่มีชื่อว่า เด็กชายลูกท้อ

โดยเรื่องราวเกิดขึ้นในสมัยเอโดะ โมโมทาโร่ได้ถือกำเนิดบนโลกอยู่ภายในลูกท้อยักษ์ วันหนึ่งขณะที่คุณยายกำลังซักผ้าอยู่นั้น ก็สังเกตเห็นลูกท้อลูกหนึ่งไหลมาตามลำธาร จึงได้พยายามเก็บลูกท้อขึ้นมาจากน้ำและนำลูกท้อกลับบ้าน ตากับยายได้พยายามที่จะเปิดลูกท้อเพื่อกินมัน แต่ทว่าด้านในลูกท้อกลับเป็นเด็กน้อย สองตายายต่างพากันดีใจและเชื่อว่าสวรรค์ได้ส่งเด็กคนนี้มาให้โดยได้ตั้งชื่อว่า “โมโมทาโร่” หรือ “เด็กชายลูกท้อ” นั่นเอง

หลายปีต่อมาโมโมทาโร่ได้ยินข่าวว่ามียักษ์มารังแกชาวบ้านอยู่บ่อยครั้ง เขาจึงออกเดินทางเพื่อที่จะไปต่อสู้กับยักษ์ที่เกาะโอนิงาชิม่า ในระหว่างทางเขาได้พบกับสุนัข ลิงและไก่ฟ้าพวกเขาได้ตกลงที่จะเดินทางไปบุกเกาะโอนิงาชิม่า เมื่อถึงเกาะพวกเขาได้ต่อสู้กัน จนในที่สุดพวกโมโมทาโร่ก็เอาชนะยักษ์ได้! โดยหัวหน้าของพวกยักษ์ผู้พ่ายแพ้ คุกเข่าลงตรงหน้าโมโมทาโร่ พร้อมทั้งน้ำตามันพูดว่า “ข้าขอสัญญาว่าพวกข้าจะไม่ไปรังควานพวกมนุษย์อีก โมโมทาโร่จึงได้นำสมบัติของพวกยักษ์ออกไปแจกจ่ายให้กับชาวบ้านและใช้ชีวิตอย่างสุขสบายมาตั้งแต่นั้นมา

2.อุระชิมะ ทาโร่ (Urashima Taro)

เครดิต:Amcaja/Wikimedia Commons

 

เรื่องราวของอุระชิมะ ทาโร่ ซึ่งเป็นชื่อของตัวละครหลักเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชาวประมงที่ช่วยชีวิตเต่าและได้รับรางวัลเป็นการอนุญาตให้เข้าเยี่ยมใต้มหาสมุทรเพื่อเยี่ยมชมวังมังกรได้ อุระชิมะ ทาโร่ ได้เที่ยวเล่นใต้บาดาลนานถึง 3 ปี จู่ ๆ เขาก็นึกถึงแม่ขึ้นมา จึงบอกกับเจ้าหญิงว่าเขาอยากจะกลับบ้าน เจ้าหญิงจึงได้มอบกล่องบางอย่างให้กับอุระชิมะ ทาโร่และบอกเขาว่าตราบใดที่เขาไม่เปิดมันเขาก็จะมีความสุข

เมื่อกลับถึงฝั่งเข้าได้รีบกลับบ้านเพื่อไปหาแม่แต่สิ่งที่เขาพบคือข้างบนบกนั้นเวลาได้ผ่านยาวนานไปถึง 300 ปีแล้วเขาเสียใจมากจึงนึกขึ้นได้ว่าเจ้าหญิงได้ให้กล่องใบนี้ไว้จึงเปิดกล่องออก จากชายหนุ่มที่แข็งแรงเขาได้กลายเป็นชายแก่ทันทีหลังจากที่เปิดกล่อง ว่ากันว่ากล่องใบนี้เป็นกล่องที่เก็บอายุจริงๆของอุระชิมะ ทาโร่ไว้นั่นเอง

นิทานของญี่ปุ่นนี้ได้สอนถึงความสำคัญของการเชื่อฟังมากกว่าความสุขที่เต่าทะเลได้ให้รางวัลแก่ชาวประมงแต่ในทางกลับกันก็ถูกลงโทษเพราะไม่เชื่อฟัง

3.เจ้าหญิงคางุยะ (Kaguyahime)

เครดิต:Tobosha/Wikimedia Commons

 

เจ้าหญิงคางุยะหรือที่รู้จักกันในเรื่อง The Tale of the Bamboo Cutter เป็นนิทานยอดนิยมอีกเรื่องหนึ่ง แม้ว่าจะมีการดัดแปลงในรูปแบบอื่นหลายครั้ง แต่การดัดแปลงครั้งล่าสุดเป็นของ Studio Ghibli 

โดยเราอาจคุ้นชื่อ เจ้าหญิงกระบอกไม้ไผ่ เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องเล่าที่ชาวญี่ปุ่นเล่าต่อ ๆ กันมา 

เรื่องราวมีอยู่ว่า ชายชราพบเด็กทารกอยู่ด้านในไม้ไผ่ที่เรืองแสงออกมา เนื่องจากเขาและภรรยาไม่มีลูก เขาจึงนำเด็กทารกคนนั้นกลับบ้านและได้เลี้ยงดูเด็กด้วยความรักพวกเขาได้ตั้งชื่อเธอว่า “คางุยะ ฮิเมะ” หลังจากที่ชายชราได้พบกับคางุยะ ฮิเมะ ในทุกครั้งที่เขาเข้าไปในป่าเพื่อตัดไม้ไผ่ เขาก็จะพบทองคำจำนวนหนึ่งอยู่ในไม้ไผ่ลำที่เขาตัดเสมอ ซึ่งทำให้ทั้งสองร่ำรวยขึ้นในเพียงเวลาไม่นาน เมื่อเติบโตขึ้นเธอมีรูปร่างหน้าตาที่สวยงาม เป็นที่หมายปองของบรรดาชายหนุ่มมากมาย 

ต่อมาจักรพรรดิมิคาโดะก็ได้ยินคำร่ำลือเกี่ยวกับความงามของคางุยะ ฮิเมะ และเมื่อได้พบกับเธอ พระองค์ก็ขอเธออภิเษกทันที แต่ก็ถูกปฏิเสธเช่นกัน เธอให้เหตุผลว่า เธอไม่ใช่คนของดินแดนแห่งนี้จึงไม่สมควรแต่งงานกับพระองค์ แต่เมื่อจักรพรรดิมิคาโดะใช้กำลังบังคับ จู่ๆ เธอก็หายวับไปต่อหน้าต่อตาจักรพรรดิจึงรับรู้ได้ว่านางไม่ใช่คนธรรมดา พระองค์จึงยอมตัดใจกลับไป 

3 ปีต่อมา คางุยะ ฮิเมะ ได้หันหน้าไปมองท้องฟ้าด้วยสายตาที่โศกเศร้า แล้วบอกความจริงว่าเธอเป็นหญิงสาวผู้ที่มาจากดินแดนบนดวงจันทร์ ถูกส่งให้มาใช้ชีวิตอยู่บนโลกมนุษย์ และตอนนี้ก็ถึงเวลาที่เธอจะต้องกลับไปแล้ว ชายชราตกใจมากจึงไปปรึกษากับทางจักรพรรดิมิคาโดะ เมื่อถึงคืนวันเพ็ญตามกำหนดที่คางุยะ ฮิเมะ ต้องกลับดวงจันทร์ จักรพรรดิได้สั่งให้เหล่าทหารซ่อนตัวเธอและปิดบ้านให้มิดชิด แต่สุดท้ายก็มีขบวนสวรรค์ก็สามารถลงมารับเธอไปได้ 

ากนั้นเหล่าทหารได้นำของที่เธอฝากให้จักรพรรดิมาถวายให้หลังจากอ่านจดหมายแล้วพระองค์ทรงรู้สึกเศร้าใจมาก จึงได้ถามข้าราชบริพารว่าภูเขาลูกไหนอยู่ใกล้กับท้องฟ้ามากที่สุด ได้มีคนตอบว่าเป็นภูเขาสูงลูกหนึ่งในจังหวัดซุรุงะ พระองค์จึงสั่งให้นำจดหมายตอบของพระองค์ไปเผาที่ยอดเขาแห่งนั้น โดยหวังว่าข้อความจะถูกส่งไปถึงคางุยะ ฮิเมะ แล้วพระองค์ยังสั่งให้เผายาอายุวัฒนะที่เธอมอบให้ด้วย เพราะพระองค์ไม่ปรารถนาที่จะมีชีวิตอยู่อย่างยืนยาวได้หากไม่มีโอกาสที่จะได้พบหน้าเธออีก

ตำนานนี้ทำให้เชื่อกันว่าชื่อของ “ภูเขาไฟฟูจิ” มีที่มาจากคำว่า 不死 แปลว่า ไม่มีวันตายหรืออมตะ ส่วนการออกเสียงในภาษาญี่ปุ่นนั้นคือ fuji หรือ fushi และถ้าหากเขียนชื่อภูเขาเป็นตัวคันจิ “富士山” จะสามารถแปลตรงตัวได้ว่า “ภูเขาที่เต็มไปด้วยนักรบ” นักรบในที่นี้ หมายถึง เหล่าทหารที่ได้รับคำสั่งจากจักรพรรดิให้นำจดหมายและยาอายุวัฒนะมาเผาที่นี่ ซึ่งควันได้ล่วงลอยขึ้นไปสู่สรวงสวรรค์ โดยเชื่อว่าในสมัยก่อนภูเขาไฟฟูจิน่าจะยังระอุ และส่งควันลอยกรุ่นอยู่นั่นเอง

4.คินทาโร่ (Kintaro)

เครดิต:PIXTA

 

“คินทาโร่” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เจ้าหนูทองคำ” เป็นนิทานพื้นบ้านที่นิยมกับในหมู่เด็กๆญี่ปุ่น แม้ว่าจะมีการเล่าหลายเวอร์ชั่น แต่ในเรื่องเล่าคินทาโร่ มีจุดเด่นคือใส่เอี๊ยมแดงสำหรับเด็กๆ เล็ก (โดยมีอักษรว่า Kin แปลว่า ทองไปบนเสื้อ) เขาเป็นเด็กที่แข็งแรงมากซึ่งถูกเลี้ยงดูมาในป่าและกลายเป็นเพื่อนกับสัตว์หลายชนิด เขาคือทาซานแห่งญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ การที่ถูกเลี้ยงดูมาโดยผืนป่า เผชิญหน้ากับสิ่งต่าง ๆ และสัตว์ป่ามากมาย ทำให้เขาเติบโตมาด้วยความกล้าหาญและแข็งแรง เปรียบเหมือนฮีโร่ตัวเล็ก ๆ แห่งพงไพร 

วันหนึ่งคินทาโร่ได้ถือขวานคู่ใจที่เป็นอาวุธประจำกายของเขาและขี่หลังหมีขึ้นภูเขา เพื่อไปเล่นกับพวกเพื่อนๆ สัตว์ป่าเหมือนเช่นทุกวัน แต่ในระหว่างทางพวกเขาต้องข้ามลำธารขนาดใหญ่ แต่ไม่มีสะพานให้ข้าม หมีจึงพยายามโค่นต้นไม้ลงเพื่อสร้างสะพานต้นไม้ มันทั้งดันทั้งผลักต้นไม้แต่ก็ไม่ล้ม คินทาโร่จึงขอลองบ้าง ทว่าเขาแค่ผลักแค่ทีเดียวต้นไม้ก็ล้มลงเสียงดังสนั่นภูเขา และได้กลายเป็นสะพานต้นไม้เพื่อให้พวกเขาข้ามไปได้

จู่ๆก็มีซามูไรชั้นสูง Minamoto no Yorimitsu ก็ได้เข้ามา พวกเขาประทับใจในความแข็งแรงของคินทาโร่มากจึงได้ขอให้คินทาโร่มาเป็นผู้ติดตามของพวกเขา คินทาโร่ได้รับการฝึกฝนอย่างหนัก ออกรบและมีผลงานมากมายในการปราบปีศาจได้ด้วย จนกลายเป็น Shitenno หรือหนึ่งในสี่องครักษ์ของ Minamoto no Yorimitsu เขาได้ชื่อใหม่ว่า Sakata Kintoki ภายหลังเขาจึงกลับไปรับแม่มาอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข

5.ทานาบาตะ (Tanabata)

เครดิต:PIXTA

 

ทานาบาตะมีต้นกำเนิดมาจากตำนานจีนที่ถูกนำมาที่ญี่ปุ่นในศตวรรษที่ 8 ทุกคนอาจเคยได้ยินเทศกาลวันทานาบาตะหรือเทศกาลอธิฐานขอพรจากดวงดาวที่จะจัดขึ้นทุกวันที่ 7 เดือน 7 ในทุกปีของญี่ปุ่น 

เรื่องราวมีอยู่ว่า ทางด้านเหนือของแม่น้ำแห่งสวรรค์อามาโนคาวา มีลูกสาวของกษัตริย์ผู้ครองสรวงสวรรค์ ชื่อว่า โอริฮิเมะ นางเป็นผู้ที่มีความสามารถทอผ้าได้อย่างงดงาม เป็นที่ชื่นชอบของพระบิดา พระบิดาจึงให้เจ้าหญิงทอผ้า โอริฮิเมะทอผ้าอยู่ตลอดเวลา จนเจ้าหญิงทอผ้า โอริฮิเมะไม่มีโอกาสได้ไปพบรักกับชายใดเหมือนกับผู้หญิงคนอื่นๆ ด้วยความห่วงใยพระบิดาจึงให้นางได้มีโอกาสพบกับฮิโกโบชิคนเลี้ยงวัวที่อาศัยอยู่อีกฟากของแม่น้ำแห่งสวรรค์ และเมื่อเจ้าหญิงโอริฮิเมะได้พบกับฮิโกโบชิไม่นาน ทั้งสองก็หลงรักและได้แต่งงานกัน

หลังจากแต่งงานนั้น เจ้าหญิงโอริฮิเมะก็ไม่ทอผ้าอีก ส่วนฮิโกโบชิก็ไม่ไปเลี้ยงวัว ปล่อยให้วิ่งเพ่นพ่านไปทั่วสวรรค์ กษัตริย์แห่งสวรรค์ทรงกริ้วมาก จึงจับทั้งคู่แยกกัน โดยให้อยู่กันคนละฟากของโดยมีแม่น้ำแห่งสวรรค์อามาโนคาวา หรือทางช้างเผือกกั้น เจ้าหญิงโอริฮิเมะเสียใจเป็นอันมาก จึงขอร้องพระบิดาให้ได้พบกับฮิโกโบชิอีก พระบิดาทรงใจอ่อนโดยได้อนุญาตให้ทั้งคู่ได้พบกันปีละ 1 ครั้ง ในวันที่ 7 เดือน 7 ของทุกปีซึ่งก็คือวันทานาบาตะ โดยโอริฮิเมะจะต้องกลับมาขยันทอผ้าให้เสร็จ จึงจะได้พบกับสามีฮิโกโบชิ

ถึงแม้ว่าทั้งสองจะมีโอกาสได้พบกัน แต่ก็ไม่สามารถที่จะข้ามแม่น้ำแห่งสวรรค์ไปหากันได้ แต่สามารถมองเห็นกันอยู่คนละฝั่ง เจ้าหญิงโอริฮิเมะจึงได้แต่นั่งร้องไห้ แต่แล้วก็มีฝูงนกกางเขนบินผ่านมา ด้วยความสงสารฝูงนกกางเขนจึงอาสาใช้ปีกของพวกตนเป็นสะพานให้ทั้งคู่ได้ข้ามไปพบกัน แต่หากในวันทานาบาตะปีใดเกิดฝนตก ฝูงนกกางเขนนั้นก็จะไม่ได้บินผ่านมา ทำให้เจ้าหญิงโอริฮิเมะและฮิโกโบชิ ต้องรอจนกว่าจะถึงวันทานาบาตะอีกครั้งในปีถัดไป

6.กาน้ำชาทานุกิ บันบาคุ ชากามะ (Bunbuku Chagama)

เครดิต:Tobosha/Wikimedia Commons

 

“Bunbuku Chagama” มีความหมายว่า “ความสุขที่ล้นทะลักเหมือนกาน้ำชา” (มีมากมายเหลือเฟือ) เป็นเรื่องเกี่ยวกับทานุกิที่ได้รับการช่วยเหลือจากชายยากจน มันจึงตัดสินใจให้รางวัลแก่เขา กล่าวกันว่าทานุกิมีพลังในการเปลี่ยนรูปร่างซึ่งพลังนั้นถูกใช้ในเรื่องนี้

เรื่องราวเล่าถึงชายผู้ยากจนได้พบทานุกิที่ติดกับดักอยู่ รู้สึกเห็นใจเจ้าทานุกิ จึงตัดสินใจปล่อยมันให้เป็นอิสระ ในคืนนั้นเองทานุกิมาที่บ้านของชายคนนั้นเพื่อขอบคุณสำหรับความเมตตาของเขา ทานุกิเปลี่ยนตัวเองเป็นชากามะ (กาต้มน้ำชา) และบอกให้ชายคนนั้นขายเพื่อนำเงินมาใช้จ่าย

ชายคนนี้ขายกาน้ำชาทานูกิให้กับพระ ซึ่งพระได้นำกลับบ้าน และขัดมันอย่างแรงเพื่อใช้ต้มชา เขาวางไว้บนกองไฟเพื่อต้มน้ำให้เดือด เจ้าทานุกิไม่สามารถทนต่อความร้อนได้ กาน้ำชาทานุกิจึงกลายสภาพเป็นกาน้ำชาที่มีขาและวิ่งหายไป

7.เรื่องเล่าแห่งหุบเขาคาจิ คาจิ Kachi Kachi Yama

เครดิต:Tobosha/Wikimedia Commons

 

เรื่องนี้มีอยู่ว่าคุณตาคนหนึ่งได้จับทานุกิที่ทำลายทุ่งนาของเขาและมัดไว้กับต้นไม้เพื่อฆ่าและให้คุณยายปรุงอาหารในภายหลัง เมื่อคุณตาเดินทางออกจากเมือง เททานุกิก็ร้องไห้และขอร้องให้คุณยายปล่อยมันเป็นอิสระ

โดยสัญญาว่าเขาจะช่วยเธอ คุณยายสงสารจึงปล่อยมันตามที่ขอแต่เจ้าทานุกิกลับฆ่าเธอและนำเธอมาทำกับข้าวให้คุณตาแทน คุณตาโศกเศร้ากับเรื่องที่เกิดขึ้นมาก เจ้ากระต่ายซึ่งรักความยุติธรรมได้รับรู้เรื่องนี้เข้าจึงอาสาช่วยคุณตาลงโทษทานุกิ 

โดยกระต่ายได้เข้าไปตีสนิทกับทานุกิและได้ใช้ให้ทานุกิแบกฟืนเข้าในไปป่าด้วยกัน ระหว่างที่เดินทางไปนั้น เจ้ากระต่ายได้แอบจุดไฟบนกองฟืนที่ทานุกิแบกขึ้นมาบนหลัง 

จนทานุกิโดนไฟลวกอย่างทรมาน กระต่ายจึงนำยาที่ทำมาจากพริกกับเกลือมาทาให้ ทานุกิเจ็บปวดเป็นอย่างมาก ต่อมากระต่ายได้ออกอุบายให้ทานุกิไปตกปลาโดยใช้เรือที่ปั้นจากดินเหนียว เมื่อทานุกิพายเรือไปสักพักเรือก็ได้ละลายลงแม่น้ำไป 

ทานุกิพยายามตะเกียกตะกายขอความช่วยเหลือจากกระต่าย แต่เจ้ากระต่ายกลับไม่แยแสและกล่าวไปว่า “เทียบกับสิ่งที่แกทำกับคุณยายน่ะ แกน่ะสมควรได้รับมันแล้ว” และเจ้าทานุกิก็จมหายไป 

โดย Kachi-kachi เป็นเหมือนคำที่ใช้เลียนเสียงแตกของบางสิ่งบางอย่าง ตัวอย่างเช่นเสียงที่ได้ยินจากกองไฟที่กำลังไหม้อยู่(ตอนที่กระต่ายเผาฟืน) และคำว่า “yama” หมายถึงภูเขา

8.นกกระจอกลิ้นขาด Shita-kiri suzume

เครดิต:Innotata/Wikimedia Commons

 

“Shita-kiri suzume” แปลว่า “นกกระจอกลิ้นขาด” และเป็นนิทานที่มีชื่อเสียงมากในนิทานพื้นบ้านของญี่ปุ่น มันเกี่ยวกับผลของความโลภและความริษยา

นิทานพื้นที่เล่าถึงชายชราเป็นคนซื่อสัตย์และใจดี แต่ภรรยาของเขาหยิ่งและโลภ เช้าวันหนึ่งชายชราเข้าไปในภูเขาเพื่อตัดไม้ และได้ช่วยเหลือนกกระจอกที่ได้รับบาดเจ็บ ภรรยาเสียอาหารอันมีค่าไปกับสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่สำคัญเช่นนกกระจอก อย่างไรก็ตามชายชรายังคงดูแลนกต่อไป

วันหนึ่งชายชราก็ขึ้นเขาไปตามเคย และภรรยาก็ต้องไปตกปลา เจ้านกกระจอกหิวมากจึงกินแป้งที่อยู่ในบ้านจนหมด ภรรยากลับบ้านมาเห็นดังนั้น จึงโกรธมากและตัดลิ้นของนกกระจอกและนำมันกลับไปที่ภูเขา

ชายชราออกตามหานกและด้วยความช่วยเหลือของนกกระจอกตัวอื่น ๆ ก็พบทางเข้าไปในกอไผ่ซึ่งเป็นที่ตั้งของนกกระจอก นกกระจอกจำนวนมากทักทายเขาและพาเขาไปหาเพื่อนของเขานกกระจอกตัวน้อยที่เขาช่วยชีวิตไว้ คนอื่น ๆ นำอาหารมาให้เขาและร้องเพลงและเต้นรำให้เขา

พวกนกให้เขาเลือกของขวัญ ซึ่งมีตะกร้าใหญ่และตะกร้าเล็ก ๆ เขาคิดว่าอายุก็มากแล้วเลือกตะกร้าใบเล็กจะได้ไม่ต้องถือหนัก เมื่อเขากลับมาถึงบ้านเขาเปิดตะกร้าและค้นพบสมบัติจำนวนมาก ภรรยาของเขารู้ว่ามีตะกร้าใบใหญ่จึงวิ่งไปยังที่อยู่นกกระจอก ด้วยความหวังว่าเธอจะได้สมบัติมากกว่า แต่พวกนกได้เตือนว่าอย่าแอบเปิดระหว่างทางกลับบ้านเป็นอันขาด

แต่ด้วยความโลภ เธอจึงเปิดตะกร้าได้ก่อนที่เธอจะกลับไปถึงที่บ้าน ซึ่งภายในตะกร้ามีงูและสัตว์ร้ายอยู่ เธอตกใจมากจนร่วงลงมาจากภูเขาและสิ้นใจในที่สุด

9.เด็กชายหัวแม่มือ Issun-boshi 

เครดิต:Issun-boshi/wikipedia

 

เป็นเรื่องราวของเด็กชายคนหนึ่งซึ่งตัวเล็กมาก โดยเขามีขนาดตัวเพียง 1 นิ้ว ซึ่งว่ากันว่าตัวเท่าหัวแม่มือเท่านั้น 

วันหนึ่งเด็กชายบอกพ่อแม่เขาว่า อยากเข้าเมืองไปทำงาน เปิดหูเปิดตา พ่อแม่เขาจึงเตรียมข้าวของไว้ให้สำหรับการเดินทาง ด้วยขนาดตัวที่เล็กมากทำให้เด็กชายสามารถใช้ถ้วยและตะเกียบแทนเรือได้เลย

เมื่อมาถึงเมืองหลวงเขาก็ตื่นตาตื่นใจเพราะเพิ่งเคยเห็นเมืองหลวงเป็นครั้งแรก เขาได้เดินทางไปยังบ้านของเจ้าเมืองเพื่อขอเข้ารับใช้แลกกับการเรียนหนังสือ

เวลาผ่านไปเขาได้ทำงานเป็นองครักษ์ให้แก่เจ้าหญิง และในระหว่างทางที่ได้เดินทางไปไหว้พระด้วยกัน มีอสูรสองตนหวังเข้ามาชิงตัวลูกสาวขุนนางไป เขาก็ได้ปกป้องเธออย่างเต็มที่จนสามารถจัดการกับอสูรได้ 

อสูรได้จากไปแต่ทิ้งบางอย่างไว้ ซึ่งสิ่งนั้นคือค้อนวิเศษที่สามารถทำให้พรได้หนึ่งประการ เจ้าหญิงถามเขาว่าเขามีความปรารถนาสิ่งใด เขาตอบกลับไปว่าเขาต้องการจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ได้เช่นมนุษย์คนอื่น

เมื่อเจ้าหญิงเขย่าค้อนวิเศษทำให้ตัวเด็กชายหัวแม่มือเติบโตขึ้นได้ภายในในพริบตา ตอนนี้เขาก็กลายเป็นผู้ชายเต็มตัวและแต่งงานกับเจ้าหญิง เขากลับไปรับพ่อแม่มาอยู่ด้วยกัน จากนั้นก็ได้เป็นซามูไรเขาหวังไว้

10.ดอกซากุระกับชายชรา Hanasaka-jiisan

เครดิต:@thesnowday

 

เมื่อนานมาแล้วมีคู่สามีภรรยาคู่หนี่งบังเอิญไปพบกับสุนัขสีขาวที่โดนทำร้ายจนบาดเจ็บมา พวกเขารู้สึกสงสารจึงได้รับเลี้ยงมันไว้และตั้งชื่อให้มันว่าชิโระ 

ทั้งสองคนรักเจ้าชิโระมากคอยดูแลมันจนเติบโตเป็นสุนัขที่แข็งแรง อยู่มาวันหนึ่งสุนัขของพวกเขาเห่า“ Koko-hore-wan-wan” (หมายถึง“ ขุดที่นี่สิ โฮ่ง ๆ  !”) ชายชราขุดไปที่จุดนั้น และได้พบทองมากมายทำให้เขาร่ำรวยมาก 

เพื่อนบ้านของชายชราเห็นเหตุการณ์เหล่านั้นทั้งหมด พวกเขารู้สึกอิจฉาจึงขโมยเจ้าชิโระไปและบังคับให้มันค้นหาสมบัติให้

แต่ไม่ว่าจะยังไง พวกเขาก็ขุดพบเพียงขยะและสัตว์ร้ายเท่านั้น พวกเขาโกรธมากจึงฆ่าสุนัขทิ้งเสีย เพื่อนบ้านใจร้ายได้นำเอาขี้เถ้าของเจ้าชิโระคืนแก่ชายชราและภรรยา พวกเขาโศกเศร้ากับการจากไปของเจ้าชิโระมาก

แต่จากนั้นเจ้าชิโระก็ก็ปรากฏตัวขึ้นในความฝันของชายชรา มันบอกว่า “ได้โปรดโปรยขี้เถ้าของฉันไปโรยบนต้นไม้ที่ตายแล้วด้วยเถอะ” ชายชราทำตามคำแนะนำของชิโระ และต้นไม้เหล่านั้นก็กลับมามีชีวิต ออกดอกออกผลอีกครั้ง 

ข่าวเรื่องนี้แพร่ไปทั่วเมืองทำให้เจ้าเมืองเรียกคู่สามีภรรยาเข้าไปพบ เจ้าเมืองสั่งให้พวกเขาคืนชีวิตให้กับต้นซากุระที่ตายไปแล้วให้ ชายชราจึงโรยขี้เถ้อของชิโระไปบนซากุระ และมันก็ค่อย ๆ กลับมาบานสะพรั่งอีกครั้ง เจ้าเมืองพอใจเป็นอย่างมากและได้ตบรางวัลให้กับพวกเขา

ที่มา tsunagujapan.com

 

Comment here

บทความของนักเขียน


ดูบทความของนักเขียนทั้งหมด

คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง