เผยความรู้สึกแตกต่าง 7 อย่างที่หนุ่มเกาหลีสัมผัสได้ในญี่ปุ่น

Posted by :

จากการที่ได้อ่านบทความที่มีผู้สัมภาษณ์ถึงความรู้สึกของหนุ่มเกาหลีว่าญี่ปุ่นแตกต่างจากเกาหลีอย่างไร
และคำตอบที่ได้มีทั้งหมด 7 ข้อ ดังต่อไปนี้

 

  1. “ระดับความเผ็ด” 

ชาวเกาหลีบอกว่า “ ลักษณะพิเศษของอาหารเผ็ดนั้นต้องใส่พริกจำนวนมากให้อาหารมีสีแดง อย่างเช่น กิมจิและจิเกะ”
ซึ่งคนเกาหลีจะทานอาหารรสชาติเผ็ดเช่นนี้ในทุกๆวัน แต่ชาวญี่ปุ่นไม่นิยมทานอาหารรสชาติเผ็ด ซึ่งแตกต่างจากเกาหลีโดยสิ้นเชิง 

จากการสัมภาษณ์เขาได้บอกว่า

“ ตั้งแต่ผมมาที่ญี่ปุ่น ผมยังไม่ได้ทานอาหารรสชาติเผ็ดเลย ” 

“ สิ่งเดียวที่ทำให้ผมรู้สึกดีขึ้น ก็คงจะเป็นแกงกะหรี่อินเดีย ” (ฮ่าๆ)  

“ในญี่ปุ่นถึงแม้จะเป็นร้านที่ขึ้นชื่อเรื่องความเผ็ด แต่ก็ไม่เผ็ดเลย ไม่ว่าจะที่ไหนที่บอกว่าเผ็ดผมก็ไปลองทานมาหมดแล้ว
แต่ก็ไม่รู้สึกถึงความเผ็ดเลยแม้แต่น้อย ” (ฮ่าๆ) 

“ ผมได้ลองไปทานร้านราเมงที่ขึ้นชื่อได้ว่าเป็นราเมงที่มีรสชาติเผ็ด แต่ผมกลับแปลกใจที่มันไม่เผ็ดเลย ” (ฮ่าๆ) 

“ จนถึงตอนนี้ผมก็ยังไม่เข้าใจว่ารสชาติเผ็ดของคนญี่ปุ่นเป็นยังไง ”

“ งั้น…เพราะว่าอาหารญี่ปุ่นรสชาติไม่เผ็ด จึงไม่ถูกปากใช่ไหมคะ? ”

“ ผมชอบรสชาติอาหารญี่ปุ่น อาหารญี่ปุ่นมีหลากหลายแบบ มีการปรุงรสที่พิถีพิถัน ไม่ว่าจะเข้าไปที่ร้านไหนรสชาติความอร่อย
ก็ไม่แตกต่างกันมาก ผมคิดว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ที่สุดยอดมาก ผมจึงไม่คาดหวังที่อยากจะทานอาหารรสเผ็ดในญี่ปุ่น
เหมือนเมื่อก่อนแล้ว ” (ฮ่าๆ)

 

     2. ค่านิยม “ ด้านความสวยความงาม ” 

“ ผมคิดว่าผู้หญิงเกาหลีกับญี่ปุ่นมีความสวยที่แตกต่างกัน ถ้าพูดถึงความแตกต่าง ในมุมมองผม ผมคิดว่าผู้หญิงเกาหลีนั้น
จะเป็นผู้หญิงสวย ส่วนผู้หญิงญี่ปุ่นจะเป็นความสวยในแบบผู้หญิงน่ารักมากกว่า นอกจากนี้เกาหลีกับญี่ปุ่นยังต่างกันที่รสนิยม
ในการทำศัลยกรรม คนเกาหลีส่วนใหญ่จะมีตาชั้นเดียว ดังนั้นจึงนิยมทำศัลยกรรมตาสองชั้น เพราะคิดว่าการมีตาสองชั้น
จะทำให้ใบหน้าสวยขึ้นมากกว่าการมีตาชั้นเดียว แต่ถึงยังไงผมก็ไม่คิดที่จะทำตาสองชั้นครับ ” (ฮ่าๆ)

“ ถือว่าการทำศัลยกรรมตาสองชั้นเป็นเรื่องปกติสำหรับคนเกาหลีมากครับ มีเด็กสาวๆหลายคน ที่มักจะไปทำศัลยกรรมตาสองชั้น
ในช่วงปิดเทอมหลังจากจบมอปลาย ”

“ ในส่วนของสาวญี่ปุ่นจะชื่นชอบผิวพรรณแบบสาวเกาหลี ถึงแม้ว่าเรื่องอาหารการกินจะแตกต่างกัน แต่ว่าลักษณะภูมิอากาศ
ก็มีลักษณะที่ใกล้เคียงกัน อย่างเช่นที่เมืองนิกาตะของญี่ปุ่น จะมีลักษณะภูมิอากาศคล้ายที่เมืองโซลของเกาหลี ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ว
หญิงสาวญี่ปุ่นจะมีมุมมองของความสวยในแบบ Akita Bijin ”

* Akita Bijin มาจากคำว่า Akita ที่หมายถึง เมืองอากิตะ และคำว่า Bijin ที่มีความหมายว่า สวย มารวมกัน จะหมายถึงความสวย
ในแบบของผู้หญิงอากิตะ ซึ่งมาจากความเชื่อตั้งแต่สมัยก่อนว่าที่เมืองอากิตะเป็นเมืองที่มีหญิงสาวสวย เนื่องจากรูปแบบหรือ
มุมมองความสวยของคนญี่ปุ่นมองว่า ผู้หญิงที่มีผิวพรรณขาว คือผู้หญิงที่สวย ดังนั้นเนื่องจากว่าที่เมืองอากิตะเป็นเมืองที่มี
อากาศหนาวมีแสงแดดส่องเข้าถึงน้อยกว่าเมืองอื่นๆ สาวๆจึงมีผิวพรรณที่ขาวสวยเป็นส่วนใหญ่ คนญี่ปุ่นจึงได้ให้คำนิยามรูปแบบ
ความสวยนี้ว่าAkita Bijin นั้นเอง

 

   3. การทำสิ่งต่างๆโดยไม่สนใจสายตาคนอื่น

จากมุมมองของคนเกาหลี มองว่าคนญี่ปุ่นยังไม่สามารถแสดงความรู้สึกของตัวเองได้ดีเท่าที่ควร เนื่องด้วยคนญี่ปุ่นมีนิสัยเกรงใจผู้อื่น

“ คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะมีความเกรงใจคนอื่น ยกตัวอย่างเช่นเรื่องของแฟชั่น สาวๆเกาหลีจะสวมใส่เสื้อผ้าที่ตนเองชื่นชอบ
โดยไม่สนใจคำวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆหรือสายตาของคนอื่น เพียงแค่ทำในสิ่งที่พวกเธอพอใจเท่านั้น แต่สาวๆญี่ปุ่นจะมีความเกรงใจ
แคร์สายตาของคนรอบข้าง เวลาแต่งตัวมักจะคิดก่อนว่าเหมาะสมหรือไม่ ทำให้เกิดความไม่มั่นใจในตัวเอง ซึ่งแตกต่างจากสาวเกาหลี
ที่มีความมั่นใจในตัวเองสูง ”

แน่นอนว่า การที่เราทำตามใจตนเองมากจนเกินไป จนบางครั้งก็อาจจะทำให้คนรอบข้างรู้สึกไม่สบายใจ การให้ความเกรงใจกับผู้อื่น
แบบชาวญี่ปุ่นนั้น ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ควรจะนำมาปรับใช้ให้เข้ากับสังคมเกาหลีได้เช่นกัน แต่อย่างไรก็ตามเราก็ควรที่จะแต่งกายให้เหมาะสม
ตามกาละเทศะ ความเหมาะสมด้วย 

“ ผมคิดว่าคนญี่ปุ่นนั้นใจดีมากครับ เพราะว่าเวลาทำงานจะนึกถึงความรู้สึกของเพื่อนงาน แต่อย่างไรก็ตาม ผมก็อยากจะทำแบบคนเกาหลี
ทำในสิ่งที่ผมรู้สึกว่าอยากทำ จะได้ไม่มานั่งรู้สึกเสียดายทีหลัง ” 

 

   4. ความพร้อมทางด้านภาษาอังกฤษในการรับมือกับยุคโลกาภิวัฒน์

“ แม้ว่าคนทั่วโลกจะมองว่าการพัฒนาทางด้านภาษาของคนญี่ปุ่นนั้นช้า แต่ผมคิดว่าในญี่ปุ่นมีการพูดคุยภาษาอังกฤษกันมากขึ้นนะครับ
แต่อย่างไรก็ตามที่ญี่ปุ่นก็ยังมีคนที่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้จริงอยู่น้อย ซึ่งถ้าในเกาหลีคนส่วนใหญ่ที่สื่อสารภาษาอังกฤษได้นั้น
ส่วนใหญ่จะเป็นคนที่ไปเรียนที่อเมริกาหรือออสเตรเลียมาแล้วประมาน 2 ปี  ”

“ ผมเคยได้ยินมาว่าคนญี่ปุ่นมีทักษะด้านภาษาอังกฤษที่ไม่ค่อยดีนัก ไม่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ แม้ว่าในโรงเรียนภาษาอังกฤษ
จะเป็นวิชาบังคับก็ตาม ซึ่งแม้แต่บริษัทญี่ปุ่นที่ผมทำงานอยู่ ผมเคยลองใช้ภาษาอังกฤษในที่ประชุม แต่ผลสุดท้ายแล้วพนักงานในบริษัท
ที่เป็นคนญี่ปุ่นก็ฟังผมไม่เข้าใจ ผมจึงหันมาใช้ภาษาญี่ปุ่นในการทำงาน ในการประชุมจนถึงทุกวันนี้ ” (ฮ่าๆ)

 

   5. ไม่ต้องกังวลในเรื่องของความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับธุรกิจ

“คนญี่ปุ่นมีความคิดที่ละเอียดถี่ถ้วน รอบคอบ เพื่อป้องกันข้อผิดพลาดที่จะตามมาในภายหลัง ซึ่งการคิดอย่างละเอียดถี่ถ้วน
รอบคอบเป็นสิ่งที่ดีมาก แต่ทะว่าผมกลับรู้สึกว่าทำไมการป้องกันความเสี่ยงนั้นถึงเป็นสิ่งที่คนญี่ปุ่นให้ความสำคัญมาก ซึ่งต่างกลับผม
ที่มองว่าการป้องกันความเสี่ยงเป็นเรื่องที่ซับซ้อน ผมจึงไม่ค่อยป้องกันหรือระวังความเสี่ยงเท่าไหร่นัก นึกแต่เพียงว่าจะทำอย่างไร
ให้เรื่องยากๆซับซ้อนเหล่านี้กลายเป็นเรื่องง่ายขึ้น ”

การที่ชาวญี่ปุ่นที่มีความละเอียดรอบคอบนั้น มักจะระมัดระวังมากจนเกินไป ซึ่งจริงๆแล้วคนญี่ปุ่นไม่จำเป็นเข้มงวดในเรื่องนี้มากก็ได้
แต่มันคือความภาคภูมิใจของคนญี่ปุ่นที่สามารถสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับคนญี่ปุ่น 

 

   6. ความรักที่มีต่อแฟนสาว

เกาหลีเป็นสังคมที่ได้รับอิทธิผลจากลัทธิขงจื๊อ ทำให้เป็นสังคมที่ผู้ชายเป็นใหญ่ แต่ถึงอย่างนั้น ความรักที่มีต่อแฟนสาวของหนุ่มเกาหลี
อาจจะมากกว่าหนุ่มๆญี่ปุ่นหรือไม่?

“ หนุ่มเกาหลีจะไม่ลืมวันครบรอบหรือวันเกิดของแฟนสาวที่เขาออกเดทด้วยอย่างแน่นอน แต่ดูเหมือนว่าหนุ่มๆญี่ปุ่นจะลืมวันสำคัญต่างๆเหล่านี้
อย่างง่ายดาย และอีกเรื่องก็คือผู้ชายเกาหลีมักจะให้ของขวัญในโอกาสต่างๆกับแฟนสาว เวลาออกเดทก็เป็นเรื่องปกติที่จะถือกระเป๋าให้กับ
แฟนสาวตัวเอง ผู้หญิงเกาหลีอาจจะมองว่าเป็นแค่เรื่องที่ธรรมดาปกติทั่วไป แต่ก็คงรู้สึกพิเศษนั้นแหละครับ ” (ฮ่าๆ)

งั้น…ถ้าได้ออกเดตกับหนุ่มเกาหลีก็คงจะเป็นผู้หญิงที่โชคดีสินะคะ แล้วถ้าแต่งงานกันแล้วละคะ จะเป็นอย่างไร?

“ ถ้าแต่งงานแล้ว ถ้ามีลูกก็จะช่วยกันดูแลลูก ดูแลบ้าน ไม่ทิ้งให้เป็นภาระของแฟนเพียงคนเดียว และหากคุณแต่งงานแล้วแฟนสาวคุณ
อาจจะไม่เป็นเหมือนตอนออกเดทกันก็ได้นะครับ ”(ฮ่าๆ)

 

   7. จำนวนของกับข้าวเวลาที่ออกไปทานอาหารนอกบ้าน

“ ตอนที่ผมมาอยู่ญี่ปุ่นในช่วงแรก ผมรู้สึกแปลกใจมาก เพราะตอนที่ผมอยู่เกาหลีจะให้เครื่องเคียงไว้ทานคู่กับอาหารด้วย
แต่พอสั่งอาหารจากร้านอาหารในญี่ปุ่น กลับมีเพียงแค่อาหารที่สั่งไปเท่านั้น ”

การที่ได้รับอาหารตามที่สั่งไปถือเป็นเรื่องปกตินะคะ ทำไมถึงคิดว่าเป็นเรื่องที่น่าแปลกหรอค่ะ?

“ เพราะที่เกาหลีถ้าสั่งเมนูหลักประมาน 4-5 อย่าง ก็จะมีจานเครื่องเคียงเล็กๆหลายจานมาด้วย เพื่อไว้ทานคู่กับอาหารเจานหลัก
รวมๆก็ประมานเกือบ 10 อย่าง ซึ่งการทานแบบนี้เรียกว่า
Kan Teishoku เป็นสไตล์ของร้านอาหารในเกาหลี เพราะฉะนั้นคุณจะไม่ค่อยอิ่ม
เมื่อออกไปทานอาหารนอกบ้านในญี่ปุ่น แต่ก็คงไม่เป็นปัญหาสำหรับผมครับ เพราะว่าที่ญี่ปุ่นมีร้านบุฟเฟ่ที่กินได้ไม่อั้นอยู่ ”

ถึงแม้ว่าญี่ปุ่นกับเกาหลีจะเป็นประเทศที่อยู่ใกล้กันมาก แต่ทุกคนก็ได้เห็นแล้วว่า แม้ว่าจะอยู่ใกล้กัน แต่ก็มีหลายสิ่งที่แตกต่างกัน
แต่ทุกคนก็สามารถปรับตัว สามารถอยู่ด้วยกันได้บนความแตกต่างนี้

 

ขอบคุณบทความจาก : www.livejapan.com

บทความของนักเขียน


ดูบทความของนักเขียนทั้งหมด