Uma Uma ตำนานอาหารฮากาตะแท้ จากประสบการณ์กว่า 63 ปี

  • Posted by : JGBTHAI

    ถ้าพูดถึงร้านอาหารญี่ปุ่นแล้วล่ะก็ ที่ไหนๆ ก็มีให้ทานกัน ยิ่งทุกวันนี้มีร้านเปิดให้บริการอยู่มากมายจนทำเอาหลายคนเริ่มรู้สึกเบื่อแล้ว แต่ถึงกระนั้นก็เถอะ มันก็ยังมีอาหารญี่ปุ่นอีกมากที่ชาวไทยยังไม่รู้จักและไม่เคยได้สัมผัส โดยเฉพาะอาหารท้องถิ่นต่างๆ ในประเทศญี่ปุ่น วันนี้เราจะพามารู้จักกับร้าน Uma Uma ที่พวกเขาได้ข้ามนํ้าข้ามทะเลบุกทะลวงไปถึงเกาะคิวชูของประเทศญี่ปุ่น เพื่อไปนำพาอาหารพื้นบ้านจากเมืองฮากาตะในจังหวัดฟุกุโอกะ มาให้เหล่าชาวไทยได้ลิ้มรสกันถึงที่ ตั๋วเครื่องบินไม่ต้องมี มีแค่ตั๋วบีทีเอสแล้วนั่งมาลงสถานีอโศกก็พอแล้วจ้า อิอิ ร้านนี้เขาจะน่าสนใจขนาดไหนเรามาชมกันเลย

    DSC_2052

    ร้าน Uma Uma แห่งนี้เป็นร้านอาหารญี่ปุ่นที่บรรจงนำเสนอเมนูของเมืองฮากาตะที่อยู่ในจังหวัดฟุกุโอกะ ซึ่งเป็นเมืองที่มีอาหารอร่อยอยู่มากมาย มาถึงจุดๆ นี้หลายคงอาจมีคำถามในใจ “เฮ้ย ฮากาตะปลอมป่าวเนี้ยะ เป็นการตลาดมาร์เกตติ้งสร้างความฮือฮาเฉยๆ หรือเปล่า” อันนี้บอกเลยว่าคิดผิดไปไกลเลยจ้า เพราะร้านนี้เขามาจากเมืองฮากาตะจริงๆ เป็นร้านที่เก่าแก่และปังที่สุดของเมืองฮากาตะเลยก็ว่าได้ เดี๋ยวเรามีนิทานสั้นๆ เล่าให้ฟังกัน หยิบขนมมากินไปอ่านไปก็ได้นะจ๊ะ ไม่ผิดกติกา อิอิ

    ย้อนกลับไปเมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เด็กหนุ่มที่มีชื่อว่า โมริยาม่า มาซารุ พ่อครัวบนเรือรบญี่ปุ่น พี่แกได้ไปติดอกติดใจราเม็งร้านหนึ่งที่ชื่อว่า “ซัมมะโระ” และเขาก็ตัดสินใจที่ไปขอเจ้าของร้านเป็นลูกศิษย์หลังจากที่เขารอดจากการโจมตีเรือรบที่เขาประจำการอยู่โดยฝั่งสหรัฐอเมริกา หลังจากนั้นผ่านไป 9 ปีเขาก็มีร้านรถเข็นเป็นของตัวเองชื่อว่า “อุมะโระ” และได้ เทะชิม่า ทาคาโอมิ ญาติของเขาเป็นผู้ช่วย

    จากนั้น เทะชิม่า ทาคาโอมิ  ก็ได้แยกตัวมาเปิดร้านราเม็งกับภรรยาโดยใช้ชื่อว่า “อุมะโระ” เหมือนเดิม ซึ่งเขาเป็นคนทีเปิดตำนานฮากาตะราเม็งให้เป็นที่ขึ้นชื่อลือชา ยาวนานมาถึงปี 1993 สองสามีภรรยาก็ล้มป่วยลงจนเกือบต้องปิดกิจการ ทำให้ลูกชายคนโตที่ชื่อว่า เทะชิม่า มาซาฮิโกะ ได้แสดงความเป็นลูกผู้ชายโดยตัดสินใจลาออกจากอาชีพที่เขารักและมาสืบทอดกิจการต่อ และในปี 1994 เขาก็ได้เปลี่ยนชื่อร้านเป็น “อุมะอุมะ” และเปลี่ยนสไตล์ของร้านเป็นแบบราเม็งไดนิ่งที่มีการเสิร์ฟเมนูอื่นๆ เพิ่มเข้ามา อย่างเช่นยากิโทริและไวน์รสเลิศ

    original

    ร้าน Uma Uma ในปัจจุบันที่ตั้งอยู่ที่ย่านกิออนของเมืองฮากาตะ

    จากนั้นมาที่ร้านก็ได้รับความนิยมมาตลอด และเปลี่ยนการวัฒนธรรมการทานราเม็งแบบเดิมๆ ที่เมืองฮากาตะ กำเนิดขึ้นเป็นร้าน “อุมะอุมะ เรเซ็นเต็น” ขายดิบขายดีจนขยายสาขามาเปิดที่ย่านไดเมียวในปี 2001 และมาเปิดร้านที่เมืองใหญ่โตเกียวในปี 2004 อีกทั้งยังขยายสาขาไปยังประเทศสิงคโปร์เป็นสาขาต่างประเทศที่แรกในปี 2013 เบ็ดเสร็จแล้วเป็นร้านที่สั่งสมประสบการณ์มาเกินครึ่งศตวรรษ สืบทอดมายังรุ่นที่ 4 ในปัจจุบัน และวันนี้ “อุมะอุมะ” ตำนานแห่งร้านอาหารฮากาตะก็ถือกำเนิดขึ้นแล้วที่ไทยแลนด์จ้า

    บรรยากาศภายในร้าน

    DSC_2073

    บรรยากาศภายในร้าน Uma Uma มีบรรยากาศที่เรียบง่ายสบายๆ แต่แฝงไปด้วยความเป็นญี่ปุ่น ตัวร้านจะแบ่งออกเป็น 2 ชั้น มีที่นั่งทั้งหมด 70 ที่นั่ง โดยชั้นล่างจะเป็นที่นั่งแบบเคาเตอร์บาร์  และชั้นบนก็จะมีโต๊ะขนาด 2 ที่นั่ง, 4 ที่นั่ง และก็ยังมีเคาเตอร์บาร์อีกหนึ่งที่

    DSC_2060

    เคาเตอร์บาร์ด้านล่าง รองรับได้ประมาณ 8 – 10 ที่

    DSC_2087

    ที่ชั้นสอง เดินขึ้นมาก็จะพบกับเคาเตอร์บาร์อีก 1 ที่

    DSC_2148

    ฝั่งขวาจะเป็นโต๊ะแบบ 4 ที่นั่ง ตั้งเรียงรายกัน

    DSC_2160

    ส่วนทางด้านฝั่งซ้ายจะเป็นโต๊ะหย่อนขาแบบ 4 ที่นั่งและ 6 ที่นั่ง อันนี้ส่วนตัวที่ชอบเลยคือแผ่นไม้กั้นระหว่างโต๊ะ สามารถยกขึ้นเพื่อต่อโต๊ะกันได้ ทำให้รองรับลูกค้าที่มาเป็นกลุ่มได้สูงสุดถึง 34 ที่นั่งเลยทีเดียว

    DSC_2370

    โทริคาวะ

    อันนี้เป็นเมนูที่ภูมิใจนำเสนอเลย หลายๆ คนที่ชอบทานพวกเสียบไม้ย่าง น่าจะได้เคยลิ้มลองหนังไก่หรือโทริคาวะกันมาแล้ว แต่โทริคาวะของที่นี่ไม่เหมือนกับที่อื่น เพราะเขาจะบรรจงนำหนังไก่มาพันซ้อนกันที่ละชั้นๆ จนมันเป็นแท่ง และนำมาย่างด้วยความร้อนตํ่าจนสุกกรอบทั่วทั้งชิ้น แต่ด้านในยังชุ่มฉ่ำอยู่ ราดซอสสูตรพิเศษ กลายเป็นโทริคาวะที่สุกกรอบชุ่มฉ่ำเคี้ยวเพลินมากๆ ถ้าเคยกินที่อื่นว่าอร่อยแล้ว ขอเชิญชวนให้มาลองของร้านนี้เลย

    DSC_2122

    โมทสึนาเบะ

    เมนูหม้อไฟชนิดหนึ่งที่เป็นของขึ้นชื่อในจังหวัดฟุกุโอกะ (แน่นอนว่าเมืองฮากาตะก็อยู่ในฟุกุโอกะเหมือนกัน) อัดแน่นไปด้วยผักมากมาย และที่ขาดไม่ได้เลยคือ ไส้ นั่นเอง หลายคนอาจจะแหยะไม่ชอบกินไส้เพราะว่ามันมีกลิ่นเหม็น อันนี้บอกเลยว่าขอให้มาลอง เพราะว่าไส้ที่ใส่ในโมทสึนาเบะเขาทำการล้างอย่างสะอาดจนเป็นสีขาวเหมือนนม เคี้ยวหนึบและไม่มีกลิ่นเหม็นเลย ผนวกกับนํ้าซุปรสเข้มข้น ทำให้ลูกค้าที่มาทานร้านนี้ต้องสั่งกันแทบทุกโตะ

    DSC_2125

    ทงคทสึราเม็ง

    เมนูนี้ไม่พูดไม่ได้เลย เพราะสุดยอดของราเม็งซุปกระดูกหมูหรือทงคตสึราเม็ง ก็คือฮากาตะราเม็งนี่แหละ ที่เหล่าคนรักราเม็งต่างก็ต้องไปกินกัน แต่เราไม่ต้องไปถึงคิวชูเพราะว่าตำนานฮากาตะราเม็งได้มาอยู่ที่นี่แล้ว เสน่ห์ของฮากาตะราเม็งอย่างแรกเลยก็คือจะเส้นราเม็งที่เรียวเล็ก ลวกให้มีความแข็งของเส้นหลงเหลืออยู่นิดๆ ผสานรสชาติกับนํ้าซุปกระดูกหมูหอมๆ รสเข้มขัน พร้อมหมูชาชู, ไข่ยางมะตูมและผักต่างๆ เป็นราเม็งที่รสชาติเข้มข้นถูกปากชาวไทย  ซึ่งร้าน Uma Uma ที่มีประวัติมาตั้งแต่ยุคบุกเบิกก็สามารถถ่ายทอดรสชาติออกมาได้อย่างหมดจด อ้อ ถ้าใครทานหมดแล้วแต่ยังเหลือนํ้าซุปแสนอร่อยอยู่ สามารถสั่งเส้นเปล่ามาทานเพิ่มอีกได้นะ

    DSC_2115

    เม็นไทโกะ ชีส ฮิโตงุจิ เกี๊ยวซ่า

    มาต่อกันกับเกี๊ยวซ่า อาหารทานเล่นแสนอร่อย หลายคนอาจจะงงว่าไอ้เจ้า ฮิโตงุจิ เกี๊ยวซ่า มันต่างจากเกี๊ยวซ่าอย่างไร  คำตอบก็คือมันเป็นเกี๊ยวซ่าขนาดพอดีคำทานได้ง่าย ไม่ต้องกลัวกัดแล้วไส้หล่นหรือว่าต้องฝืนยัดให้เต็มปาก ผนวกกับชีสและเมนไทโกะที่จับคู่ชู้ชื่นมาบรรเลงรสชาติอร่อย กลายเป็นของทานเล่นยอดนิยมประจำร้าน

    DSC_2093

    ปีกไก่เทบาซากิ

    เทบาซากิอาจจะไม่ใช่อาหารฮากาตะโดยตรง แต่ที่นี่แกทำได้อร่อยจนต้องเอามาแนะนำให้ไปลองทานกัน ความอร่อยอย่างแรกเลยก็คือทอดได้กรอบชนิดว่ากรอบมาก แต่ภายในยังคงรสชาติอันชุ่มฉ่ำของปีกไก่ไว้ครบถ้วน ส่วนความอร่อยที่สองก็คือซอสสูตรพิเศษรสเค็มหวาน ที่ราดบนตัวไก่ผนวกกับงาหอมๆ ท่านใดที่กำลังแสวงหาปีกไก่เทบาซากิอร่อยๆ อันนี้ต้องขอเชิญให้มาลองเลย

    นอกจากนี้ ที่ร้าน Uma Uma ก็ยังมีเมนูอาหารแสนอร่อยอีกมากมาย ท่านใดที่อยากสัมผัสกับอาหารการกินจากถิ่นฮากาตะแท้ๆ สามารถทานกันได้ที่นี่เลยจ้า