mie-osaka2

One Day Trip จังหวัดมิเอะ จากโอซาก้าด้วยบัตร Kintetsu Rail Pass

Posted by :

ครั้งนี้เราจะพาไปท่องเที่ยวจังหวัดมิเอะกัน ด้วยบัตรรถไฟ Kintetsu Rail Pass บัตรที่มาแรงมากในตอนนี้ เพราะสามารถใช้นั่งจากโอซาก้าไปนาโกย่าได้ในราคาที่ถูกมากๆ สำหรับคนที่ไม่เร่งรีบนะคะ

เราขอพูดถึงบัตร Kintetsu Rail Pass ก่อนนะคะ เผื่อใครสนใจจะได้เลือกแบบที่เหมาะกับทริปของตัวเองได้ สำหรับบัตรตัวนี้จะมีให้เลือก 4 แบบ

2 แบบแรก จะเป็นแบบ 1 วัน และ 2 วัน จะใช้ได้ในจังหวัด โอซาก้า นารา และ เกียวโต สองตัวนี้จะแตกต่างกันตรงที่แบบ 2 วันจะสามารถใช้นั่งไปที่ภูเขาโยชิโนะได้ด้วย เหมาะมากกับคนที่วางแพลนไปชมซากุระและใบไม้เปลี่ยนสี อีก 2 แบบจะเป็นแบบ 5 วันและ 5 วันพลัส ใช้ได้ในจังหวัด โอซาก้า นารา เกียวโต มิเอะ และ นาโกย่า สองตัวนี้จะแตกต่างกันแค่เรื่องรถบัสเท่านั้น คือแบบ 5 วันจะใช้ขึ้นรถบัสไม่ได้ แต่แบบพลัสจะใช้นั่งรถบัสนาราโคซือและมิเอะโคซือได้ สำหรับใครที่แพลนเที่ยวจังหวัดมิเอะและไปนาบานะโนะซาโตะด้วย แนะนำแบบพลัสไปเลยจ้า  อีกเรื่องที่อยากเสริมคือหากต้องการเดินทางตรงแบบไม่เปลี่ยนขบวน เราต้องทำการจองขบวน Limited Express ค่ะ จะเป็นขบวนด่วนพิเศษ ในส่วนที่เราเสียเพิ่มคือค่าจองที่นั่ง ก็เหมือนเราขึ้นชินคันเซนนั้นเอง โดยเราสามารถจองได้ที่หน้าเคาน์เตอร์ที่สถานี

เครื่องคีออส อันนี้เราเห็นที่สถานี Osaka-Namba นะคะ ไม่แน่ใจว่ามีที่อื่นอีกไหม เพราะเท่าที่แวะมาเรายังไม่เห็นเลย

หรือ จองผ่านเว็ปไซต์ออนไลน์ตัดผ่านบัตรเครดิตได้เลยค่ะ https://www.ticket.kintetsu.co.jp/vs/en/e-ticket/ โดยที่การจองนี้เราสามารถทำการเปลี่ยนเวลาเดินทางโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายได้ 3 ครั้งค่ะ

บัตรตัวนี้สามารถซื้อจากที่ไทยก็ได้ หรือซื้อภายในญี่ปุ่นก็ได้ค่ะ สำหรับที่ไทยสามารถซื้อกับบริษัทตัวแทนได้ สำหรับที่ญี่ปุ่นสามารถซื้อที่สนามบินคันไซหรือสถานีรถไฟของคินเท็ตสึได้เลย หรือใครอยากดูรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถเข้าไปดูที่ลิงค์นี้ได้เลยนะคะ https://www.kintetsu.co.jp/foreign/english/

ʕ ·ᴥʔʕ∙ჲ∙ʔʕᴥ· ʔ ʕ ·ᴥʔʕ•㉨•ʔʕᴥ· ʔ ʕ ·ᴥʔʕ→ᴥ←ʔʕᴥ· ʔ

มาค่ะ! มาเริ่มไปท่องเที่ยวที่จังหวัดมิเอะกันเลย เที่ยววันเดียวยังไงให้คุ้ม ให้ครบ ให้จบแบบฟินๆ มาดูกันเลย

เริ่มแรกแน่นอนเราต้องมีตั๋วรถไฟก่อน และเราเลือกใช้แบบ 5 วันพลัสค่ะ

ที่แรกที่จะไปคือ Mikimoto Pearl Island เราออกเดินทางจากสถานี Osaka-Namba โดยทำการจองที่นั่งขบวนด่วนพิเศษทางออนไลน์เอาไว้ แต่! ก็เกิดเหตุจนได้ ขบวนออกเดินทางตอน 06:05 ซึ่งเราเพิ่งวิ่งมาถึงและรถไฟออกไปต่อหน้าต่อตาเลย 555  ซึ่งถ้ารถไฟออกไปแล้วเราจะไม่สามารถทำการเปลี่ยนแก้ไขอะไรได้ เลยต้องทำการเปลี่ยนแพลนใหม่ มานั่งรถไฟแบบเปลี่ยนขบวนแทน วิธีการเปลี่ยนขบวนก็ง่ายมากเลยค่ะ ไม่ยุ่งยาก อย่างจากสถานีโอซาก้านัมบะนั่งไปลงที่สถานีโอซาก้าอุเอฮอมมาจิจะ เปลี่ยนสายก็แค่เดินมาขึ้นขบวนที่อยู่ตรงข้ามเลยค่ะ แล้วนั่งไปเปลี่ยนสายอีกทีที่สถานีมัตสึซากะ แน่นอนว่าวิธีนี้จะใช้เวลาเดินทางนานกว่าตอนแรกที่แพลนไว้เกือบชั่วโมง แต่ก็สนุกไปอีกแบบนะคะ

ภาพในขบวนรถไฟ

นั่งขบวนโลคอลช้าหน่อยแต่ถ่ายวิวได้ชัดเจนเลยคร่า

ถึงแล้ว ถึงช้าแต่ถึงนะ เมื่อเดินทางมาถึงสถานีโทบะ ก็เดินออกทางออกหมายเลข 1 เลยจ้า

จากสถานีโทบะเดินมาที่มิกิโมโตะ ใช้เวลาไม่เกิน 5 นาทีค่ะ จะช้าก็เพราะมัวแต่ถ่ายวิวนี่แหละ เพราะวิวดีมากก

ถึงแล้วจ้า

ซื้อตั๋วได้ที่หน้าทางเข้าเลย แน่นอนว่าถ้ามีตั๋วคินเท็ตสึให้โชว์ตั๋วเพื่อรับส่วนลดได้เลยค่ะ

รูปปั้นคุณ Mikimoto Kokichi ผู้ก่อตั้ง

ภายในพิพิธภัณฑ์คือมีแต่ไข่มุกสวยๆ ทั้งนั้นเลย อยากให้ลองมาดูค่ะ เพราะที่นี่จะมีเจ้าหน้าที่คอยบรรยายตั้งแต่การเลี้ยง การคัดมุก ทุกอย่างเลยหรือใครสนใจมาศึกษาดูงานก็ได้ประโยชน์มากๆ เลยค่ะ ซึ่งที่นี่เป็นที่ที่คิดค้นการเลี้ยงไข่มุกเลี้ยงและทำให้สำเร็จเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์โดย ท่าน Kokichi Mikimoto ด้วยค่ะ

และไฮไลท์สำคัญที่ห้ามพลาดเด็ดขาด คือ ชมการจับหอยออยสเตอร์โดยอามะซัง (เป็นคำเรียกผู้หญิงที่ทำการดำน้ำลงไปใต้ทะเล เพื่อจับหอย หรือสาหร่ายทะเลขึ้นมา) ที่ฝึกฝนกันมาตั้งแต่เด็กๆ เป็นวิธีโบราณที่ยังสืบสานต่อกันมาถึงทุกวันนี้ก็เกือบสองพันกว่าปีเลยทีเดียว

   

หลังชมการแสดงเสร็จ เราก็ไปเดินช้อปไข่มุกต่อได้เลยค่ะ มีตั้งแต่ราคาหลักร้อยยันหลักแสนเลยค่ะ แถมที่นี่ยังมีขายเครื่องสำอางหรือผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าที่มีผงไข่มุกด้วยนะคะ ว่ากันว่าใช้ดีและขึ้นชื่อมากๆ เราเดินเล่นรอบเกาะสักพักจากนั้นก็ไปต่อกัน

ที่ต่อมาที่เราไปคือ ศาลเจ้า Futami Okitama โดยเดินกลับมาที่โทบะบัสเซนเตอร์เพื่อขึ้นบัสไปกัน หน้าตาบัสที่ขึ้นเป็นแบบนี้เลย สามารถโชว์บัสคินเท็ตสึกับเจ้าหน้าที่ก่อนลงได้เลยค่ะ

นั่งมาไม่ไกลประมาณ 10 นาทีก็ถึงแล้ว ลงมาเจอสะพานลอยก็ข้ามมาเลยจ้า

ลงมาจากสะพานลอยเจอป้ายบอกทางไม่มีหลง ต่อให้อ่านญี่ปุ่นไม่ออกดูรูปเอาก็เข้าใจแน่นอนค่ะ

สามารถเดินทะลุพลาซ่ามาได้เลยค่ะ

ตรงทางออกก่อนเดินมาศาลเจ้าจะมีซุ้มจัดแสดงของศาลเจ้าด้วยค่ะ

เดินออกมาเจอโทริอิสีแดงๆ ก็ใช่แล้วค่ะ เดินไปเลยจ้า

     

ที่นี่มีหินที่เรียกว่า Meoto Iwa เป็นหินสองก้อนที่เกิดตามธรรมชาติคล้ายคู่บ่าว สาว จึงเป็นที่นิยมสำหรับคนโสดและมีแฟนมาขอพรเรื่องความรักมากๆ เชื่อกันว่าหินสองก้อนที่มีขนาดเล็กและใหญ่คือเทพ Izanagi no Okami และเทพ Izanami no Okami ผู้สร้างสรรพสิ่งบนโลก และให้กำเนิดเทพต่างๆ โดยที่ทั้งคู่ถูกเชื่อมโยงเข้าหากันด้วยเชือกเส้นใหญ่ที่เรียกว่า Shimenawa Rope ที่ดูเหมือนกับเชือกมงคล บนศีรษะคู่บ่าวสาวในพิธีแต่งงาน ซึ่งเชือกมงคลนี้จะมีพิธีเปลี่ยน 3 ครั้งต่อปี คือวันที่ 5 พฤษภาคม, 5 กันยายน และกลางเดือนธันวาคม ของทุกปี

ถ้าใครมาที่นี่จะสังเกตุได้ว่าบริเวณศาลเจ้าจะมีรูปปั้นกบเต็มไปหมด เป็นเพราะศาลเจ้าแห่งนี้มีเทพเจ้า Sarutahiko Okami ซึ่งมีกบเป็นตัวแทนของพระเจ้าคอยดูแลคุ้มครองอยู่ คนญี่ปุ่นเชื่อกันว่า หากมองเห็นพระอาทิตย์ขึ้นระหว่างช่องของหินทั้งสองจะทำให้มีโชคดี ประสบความสำเร็จสมหวังดังที่ตั้งใจ และคำว่ากบในภาษาญี่ปุ่นเรียกว่าคาเอรุ จะพ้องเสียงกับคำว่า คาเอรุ ที่มีความหมายว่า การกลับมา ในภาษาญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นเลยมักจะขอพรให้เจอเนื้อคู่หรือคนที่จากกันไปกลับมา เพราะงั้นใครโสดอย่าลืมมาที่ศาลเจ้านี้กันนะคะ ว่ากันว่าขลังมากกก

     

หลังจากเดินเล่นจนพอใจ เราก็มุ่งหน้าไปศาลเจ้าอิเสะกันค่ะ โดยที่เราเดินกลับมาที่ป้ายรถบัสจุดเดิม และขึ้นรถแคนบัสเหมือนเดิมมาลงที่ป้ายอิเสะค่ะ

จากป้ายรถบัสเดินมานิดเดียวก็ถึงทางเข้าแล้วค่ะ

จากนั้นก็เดินข้ามสะพาน Uji bashi กันเลย ว่ากันว่านี่เป็นสะพานที่เชื่อมระหว่างมนุษย์กับเทพเจ้าด้วย

 

เดินเข้ามาเรื่อยๆ จะเจอกับแม่น้ำ Isuzugawa ตรงนี้เป็นจุดที่ใบไม้เปลี่ยนสีสวยมากอีกจุดเลยค่ะ แม่น้ำก็ใสและเย็นมากๆ

ถึงแล้ว ศาลเจ้าอิเสะ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่มีที่ไหนทดแทนได้สำหรับคนญี่ปุ่น ที่นี่เป็นศาลเจ้าที่ควบตำแหน่งทั้งใหญ่ที่สุดและเก่าแก่ที่สุดด้วยอายุกว่า 2,000 ปี ที่ทั้งพระจักรพรรดิและคนญี่ปุ่นต่างต้องมาสักการะกันให้ได้สักครั้งในชีวิต ในแต่ละปีมีคนมาที่นี่ไม่ต่ำกว่า 8 ล้านคนเลย ศาลเจ้าอิเสะประกอบด้วยศาลเจ้ากว่า 125 แห่ง โดยมีศาลเจ้าหลักคือ Naiku (ศาลเจ้าด้านใน) และ Geku (ศาลเจ้าด้านนอก) ถ้าสังเกตุดีๆจะเห็นว่าตัวอาคารศาลเจ้าจะดูใหม่มาก ไม่เหมือนศาลเจ้าที่มีอายุเก่าแก่ นั้นเป็นเพราะว่าศาลเจ้าของAmaterasu นั้นมีอายุใช้งานเพียงแค่ 20 ปีเท่านั้น เมื่อครบกำหนด 20 ปีแล้วก็จะทำการรื้อถอนศาลเจ้าออกจากที่เดิมและย้ายไปสร้างศาลเจ้าที่สถานที่แห่งใหม่ โดยใช้ไม้สนจากป่าที่สงวนไว้เพื่อการนี้โดยเฉพาะ การทำการย้ายจะเป็นเทศกาลที่สำคัญและศักดิ์สิทธิ์มากที่สุดที่เรียกว่า Shikinen Sengu ซึ่งการย้ายศาลเจ้าครั้งล่าสุดที่ผ่านมาคือเมื่อปี 2013 เพราะงั้นรอบถัดไปก็จะมีปี 2033 นั้นเอง

หลายคนอาจะสงสัยว่าทำไมศาลเจ้าแห่งนี้ถึงมีความสำคัญมากขนาดนี้ นั้นเป็นเพราะว่าศาลเจ้าแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเมื่อ 4 ปีก่อนคริสตกาล ถือเป็นหนึ่งในศาลเจ้าที่เก่าแก่ที่สุด เพื่อให้เป็นที่สถิตของเทพีแห่งดวงอาทิตย์ จากความเชื่อในทางศาสนาชินโตที่ว่าธรรมชาติรอบตัวนั้นมีเทพเจ้าคอยดูแลอยู่ และเทพเจ้าที่เป็นเทพสูงสุดก็คือเทพีแห่งดวงอาทิตย์ แม้แต่จักรพรรดิของญี่ปุ่นก็เชื่อกันว่าสืบสายเลือดมาจากเทพเจ้าAmaterasu จึงทำให้เวลาที่จักรพรรดิองค์ใหม่ขึ้นครองราชย์ก็ต้องมาทำพิธีที่นี่ และเครื่องราชกกุธภัณฑ์ของราชวงศ์ญี่ปุ่นก็ตั้งประจำอยู่ที่นี่ 1 ชิ้นเช่นกัน และเป็นหน้าที่ที่พระจักรพรรดิ์ของญี่ปุ่นต้องมาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ศาลเจ้าแห่งนี้เป็นประจำทุกปีด้วย และอีกสิ่งที่สำคัญมากๆ คือตัวศาลเจ้าด้านในสุด ห้ามถ่ายภาพเด็ดขาด! เพราะฉะนั้นใครที่อยากสัมผัสบรรยากาศแบบนี้ ต้องลองมาด้วยตัวเองกันนะคะ

 

หลังจากนั้นเราก็เดินออกมาที่ถนนโอฮาไรมาจิกันค่ะ ที่นี่ของกินและอาหารอร่อยเยอะมากๆ เลย

สำหรับขนมที่ขึ้นชื่อของที่นี่ก็คือ อาคาฟุคุโมจิ เป็นขนมข้าวเหนียวห่อถั่วกวน ของร้าน Akafuku Honten เดินออกมาจากศาลเจ้าก็เจอเลย แต่เราไม่ได้แวะทานเพราะคนเยอะมากๆ

สำหรับร้านอาหารที่แนะนำมากๆ เลยคือร้านนี้ค่ะ OKUNOYA อร่อย รสชาติดี และมีเมนูให้เลือกเยอะ ร้านนี้ถือเป็นร้านที่เก่าแก่มากๆ และมีอิเสะด้งขายด้วย

ภายในร้านก็จะเป็นบรรยากาศสไตล์ญี่ปุ่น สามารถรองรับกรุ๊ปใหญ่ได้ด้วย

มาดูเมนูของร้านนี้กัน เราสั่งเป็นเซตและซูชิกุ้งอิเสะมา ซึ่งในเซตก็จะมีอิเสะด้งอยู่ด้วย สำหรับเราอิเสะด้งอร่อยมากเลย เส้นนุ่ม และน้ำซอสก็อร่อยเข้ากันกำลังดีเลย อยากจะสั่งชามใหญ่เพิ่มแต่ติดที่อิ่มมากกก

 

หลังจากทานข้าวเสร็จก็เดินต่อมาเรื่อยๆตามถนนเลยค่ะ อีกร้านที่แนะนำก็จะเป็นร้าน Marugoto Kajuten ที่ร้านนี้เราจะสามารถเลือกส้มหรือเกรปฟรุตที่หน้าร้านแล้วส่งให้พนักงานได้เลยค่ะ จากนั้นพนักงานจะปั่นเนื้อในผลให้เป็นน้ำ เสียบหลอดแล้วส่งคืนให้กับเรา บอกเลยว่าเปรี้ยวตาตื่นเลยทีเดียว

   

สำหรับใครที่เป็นทาสน้องเหมียว บอกเลยว่าย่าน Okage Yokocho จะทำให้ฟินสุดๆ เพราะน้องเหมียวเยอะมาก และทุกวันเสาร์อาทิตย์หรือวันหยุดราชการจะมีการแสดงกลองญี่ปุ่น การเล่านิทานโบราณ สร้างความครึกครื้นราวกับมีงานเทศกาลด้วยนะคะ

เดินจนสุดถนนก็เดินมาที่ป้ายรถเมล์เพื่อนั่งไปลงที่สถานี Ujiyamada กัน เราจะไปต่อกันที่สุดท้ายไฮไลท์ของเรากันแล้ว

แน่นอนว่าเพื่อเซฟเวลาเราเลือกนั่งขบวนลิมิเต็ดเอ็กเพรสค่ะ ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 40 นาที จากสถานี Ujiyamada ต้องมาลงที่สถานี Kuwana ก่อนแล้วต่อสายโลคอลมาลงที่สถานี Kintetsu-Nagashima เพียง 1 สถานีเท่านั้น

และสถานที่ต่อไปของเรานั้นก็คือ Nabana No Sato นั้นเอง เปิดไฟสวยตั้งแต่จุดขึ้นบัสเลย

เดินออกจากสถานีมาก็เจอป้ายไปนาบานะเลย

ตารางรถบัส สำหรับใครที่ไม่ได้ซื้อตั๋วแบบพลัส ก็จ่ายเพิ่มอีกเที่ยวละ 220 เยนนะคะ ส่วนพลัสก็ขึ้นฟรีเลย

หน้าตาของรถบัส เราถ่ายตอนมาถึงที่นาบานะแล้วค่ะ

เดินเข้าไปกันเลยจ้า

สำหรับค่าเข้าในช่วงมี Illumination ค่าเข้าจะอยู่ที่ 2,300 เยน ในนี้จะมีคูปองให้ 1,000 เยนเพื่อใช้ข้างใน แต่! สำหรับเราที่ถือบัตรของ Kintetsu รับส่วนลดไปเลยจ้า เหลือเพียง 1,800 เยนเท่านั้น แต่เราจะไม่ได้รับคูปอง 1,000 เยนนะคะ จะได้เป็นส่วนของการเข้าไปชมดอกไม้บีโกเนียแทน แต่เราว่าคุ้มนะคะ เพราะสวยมาก แต่แอบเสียดายที่ตั๋วเข้าจะไม่ใช่ลายที่เป็น Illumination จะได้เป็นหน้าตาของสวนบีโกเนียแทนค่ะ

  

คือที่นี่เราประทับใจตั้งแต่ทางเข้าและตลอดทางเดินเลยค่ะ สวยมาก

มาช่วงใบไม้เปลี่ยนสีและซากุระก็จะมีเปิดไลท์อัพสวยๆ แบบนี้เลย

แอบมีร่วงบ้าง แต่ช่วงที่เรามาก็ยังถือว่าใบไม้แดงยังสวยอยู่นะคะ

เข้ามาแล้วค่ะสวนบีโกเนีย จะถึงก่อนทางเดินไปจุดไฮไลท์ของงาน Nabana no sato เลยค่ะ ข้างในจะไม่ได้มีแค่ดอกบีโกเนียนะคะ มีทั้งดอกแปลกๆ ดอกลิลลี่ และอีกมากมายเลยค่ะ สวยๆ ทั้งนั้น

           

มาถึงแล้วคร่า อุโมงค์ไฮไลท์

และก็เดินมาถึงจุดการแสดง ธีมของปีนี้คือ Sakura ค่ะ

     

อุโมงค์นี้เป็นจุดใหม่ของปีนี้เลยค่ะ ออกเขียวๆ

จุดนี้จะเปิดเพลงคลอตลอด โรแมนติคมากจ้า

   

เดินมาจนเหนื่อยก็ได้เวลากลับแล้วค่ะ ก่อนที่เราจะไม่มีรถไฟกลับกัน

ตารางรถบัสขากลับ

สำหรับใครที่จะงาน Illumination ที่ Nabana no Sato เราขอเตือนก่อนนะคะว่า รถบัสจะมีวิ่งจากสถานี Nagashima เท่านั้น จากสถานี Kunawa จะงดวิ่งนะคะ ส่วนจากสถานี Nagoya ก็มีวิ่งปกติอยู่แล้วค่ะ

เรากลับออกจากนาบานะตอนสามทุ่มค่ะ ขึ้นรถไฟเที่ยวสุดท้ายแบบพอดิบพอดี คือถ้าไม่ทันเที่ยวนี้ก็ต้องหาที่นอนแถวนี้แทนละจ้า กลับมาถึงสถานี Osaka-Namba เกือบเที่ยงคืน และนี่คือแพลนวันเดย์ทริปของเราจากโอซาก้าไปมิเอะ สำหรับคนที่มีเวลาน้อยแต่อยากไปมิเอะ สามารถลองนำไปเปลี่ยนใช้ดูได้นะคะ อยากให้มาจังหวัดมิเอะมากๆ ค่ะเพราะมิเอะเป็นจังหวัดที่สนุก ของกินก็อร่อย ผู้คนก็ใจดี แต่ถ้ามีเวลาอยากให้ลองมานอนพักที่มิเอะกันดูนะคะ รอบหน้าเราต้องกลับมาที่จังหวัดมิเอะและนอนพักที่นี่ให้ได้ ยังมีอีกหลายที่เลยค่ะที่เราอยากไป

บันทึกประสบการณ์วันที่ 4 ธันวาคม 2019

Comment here